พุยพุย

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บันทึกครั้งที่ 4

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2559


บรรยากาศการเรียนการสอน



    วันนี้อาจารย์ได้ให้ นักศึกษา พรีเซ็นงาน ตามกลุ่มที่ได้ให้ไว้ ด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา สังคม พอพรีเซ็นเสร็จ อาจารย์ ก็ได้ ทฤษฏีของกลุ่มตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอย่าไง พอพรีเซ็นเสร็จครูก็ปล่อย


สาระความรู้ที่ได้รับ


กลุ่มแรก    ด้านร่างกาย 
ทฤษฎีแรกคือ  ทฤษฎีของกีเซล แบ่งออกเป็น 4 ด้าน
1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว  เป็นความสามารถของร่างกายที่ครอบคลุมถึงการบังคับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ 

ทางด้านการเคลื่อนไหวทั้งหมด 

 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว เป็นความสามารถในการประสานงานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก เช่น การ 

ประสานงานระหว่างตากับมือ

 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา จะเป็นการแสดงออกทางหน้าตาและ

ท่าทางการเคลื่อนไหว 

 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม เป็นความสามารถในการปรับตัวของเด็ก ระหว่างบุคคลกับบุคคลและบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะ แวดล้อมและสภาพความเป็นจริง 



ทฤษฏีที่ 2 ทฤษฏีการเรียนรู้ ของ บรูเนอร์

ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อ คือ

1.แรงจูงใจ (Motivation) 
2.โครงสร้าง (Structure)
3.ลำดับขั้นความต่อเนื่อง(Sequence)
การเสริมแรง (Reinforcement

บรูเนอร์แบ่งขั้นพัฒนาการการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้น คือ
1. ขั้นการกระทำ
2.ขั้นคิดจินตนาการ หรือ มนภาพ
3.ขั้นใช้สัญลักษณ์และ คิดรวบยอด
    ต้องรู้สิ่งต่างๆในการสอนของเด็ก เช่น ความพร้อม สิ่งแวดล้อม

กลุ่มที่ 2 ด้านสติปัญญา
  ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์  เน้นการเรียนรู้ที่สำคัญด้วยกฎ 3 ประการ
1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness)
2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise)
3. กฎแห่งผล (Law of Effects)
 ทฤษฎีต่อมาเป็นทฤษฎีของ  ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์
 เน้นพัฒนาการด้านสติปัญญา ถือว่าให้เด็กได้สัมผัสจะส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้

พียเจต์ถือว่าการให้เด็กได้สัมผัสวัตถุต่างๆ จะส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยซึ่งอาศัยการรับรู้เป็นสื่อในการกระตุ้นทางความคิดของเด็ก จำเป็นต้องให้เด็กได้มีโอกาสเคลื่อนไหวและสัมผัสสิ่งต่างๆ ทฤษฎีนี้เป็นประโยชน์ในการจัดเนื้อหากิจกรรมทางการเคลื่อนไหว โดยให้เด็กได้สัมผัสกับวัตถุต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเด็กซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งใหม่

กลุ่มที่ 3 ด้านความคิดสร้างสรรค์ ( อารมณ์ )
 ทฤษฏีการคิดสร้างสรรค์ ของกิลฟอร์ด
- ความคิดริเริ่ม
- ความคิดคล่องแคล่ว
ความคิละเอียดละออ
-ความคิดยืดหยุ่น

ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์

     ความคิดสร้างสรรค์จะแสดงออกตลอดกระบวนการของความรู้สึกหรือการเห็นปัญหาการรวบรวมความคิดเพื่อตั้งเป็นข้อสมมติฐาน การทดสอบ และดัดแปลงสมมติฐานตลอดจนวิธการเผยแพร่ผลสรุปที่ได้ความคิดสร้างสรรค์ จึงเปนกระบวนการแก้ ปัญหาทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง และทอร์แรนซ์เรียกกระบวนการลักษณะนี้ว่ากระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรคค์หรือ  “The creative problem solving process”
กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แบ่งออกได้ 5 ขั้นตอน
ขั้นที่ 1 การพบความจริง (Fact – Finding)
 ขั้นที่ 2 การค้นพบปัญหา ( Problem – Finding)
 ขั้นที่ 3 การตั้งสมมติฐาน
 ขั้นที่ 4 การแก้ปัญหา ( Solution – Finding) ขั้นที่ 5 ยอมรับผลจากการค้นพบ ( Acceptance – finding) 
  
 ขั้นตอนความคิดสร้างสรรค์ 4 ขั้น
- ขั้นเริ่มคิด
- ขั้นครุ่นคิด
- ขั้นเกิดความคิด
- ขั้นปรับปรุง


ฤษฎีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
ความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็นกระบวนการของความรู้สึก หากเด็กรู้สึกอย่างไรก็จะมีการแสดงออกและเคลื่อนไหวออกมาแบบนั้น เช่น เด็กฟังเพลงเด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อเพลงๆนั้น เด็กก็จะเคลื่อนไหวและแสดงออกมาตามบทเพลงที่เด็กได้ฟัง

กลุ่มที่ 4 ด้านสังคม

ทฤษฎีของอิริคสัน
อิริสันเป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างทฤษฏีขึ้นในแนวคิดของฟรอยด์ แต่ได้เน้นความสําคัญของทางด้านสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจว่ามีบทบาทในการพัฒนาการบุคลิกภาพมาก ความคิดของอิริสันต่างกับฟรอยด์หลายประการ เป็นต้นว่าเห็นความสําคัญของEgo มากว่า Id และถือว่าพัฒนาการของคนไม่ได้จบแค่วัยรุ่น แต่ต่อไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ด้วยเหตุที่อิริสันเน้นกระบวนการทางสังคมว่าเป็นจุดกระตุ้นหล่อหลอมบุคลิกภาพ เขาจึงได้เรียกทฤษฎีของเขาว่า เป็นทฤษฏีจิตสังคม
อิริคสันได้แบ่งพัฒนาการของบุคลิกภาพออกเป็น 8 ขั้น แต่ปฐมวัยมี 3 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1 ขั้นความไว้วางใจ-ความไม่ไว้วางใจ
 ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ – ความสงสัยไม่แน่ใจตัวเอง
 ขั้นที่ 3 การเป็นผู้คิดริเริ่ม – การรู้สึกผิด 
ทฤษฎีของอัลเบิร์ต แบนดูรา 


การเรียนรู้ของมนุษย์นั้นเกิดจากพฤติกรรมบุคคลนั้นมีการปฏิสัมพันธ์ อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลนั้น และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทฤษฎีนี้เน้นบุคคลเกิดการเรียนรู้โดยการให้ตัวแบบ โดยผู้เรียนจะเลียนแบบจากตัวแบบ และการเลียนแบบนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบ การสังเกตการณ์ตอบสนองและปฏิกิริยาต่าง ๆ ของตัวแบบ                สภาพแวดล้อมของตัวแบบ ผลการกระทำ คำบอกเล่า และความน่าเชื่อถือของตัวแบบได้ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจึงเกิดขึ้นได้ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ของการเลียนแบบของเด็ก ประกอบด้วย 4 กระบวนการ
1. กระบวนการดึงดูดความสนใจ (Attentional Process) 
2. กระบวนการคงไว้ (Retention Process) 
3.กระบวนการแสงออก (Motor Reproduction Process )
4. กระบวนการจูงใจ (Motivational Process) 

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559



       ครูให้นักศึกษา ดูคลิป stop teen mom เพื่อที่จะให้นักศึกษาดูการสอนที่แปลกใหม่และดี



พอดูเสร็จครูก็ให้เริ่มกิจกรรมแรกคือกิจกรรมก่อนการเรียนการสอน คือ การบริหารสมองทั้ง 2 ซีก


พอฝึกการบริหารสมองแล้ว ครูก็เปิดเพลงให้นักศึกษาทำท่าออกกำลังกาย แล้วออกมานำคนละ 1 ท่า
 พอเสร็จจากการเคลื่อนไหวกันแล้ว ครูก็ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คนคิดท่าออกกำลังกายมา 10 ท่า โดยเรียงจาก ท่า ง่าย ก่อนไปถึงถึง ท่ายาก
ครูให้เวลาในการให้แต่ละกลุ่มเสร็จแล้วก็ออกมาทำให้เพื่อนๆดู
นี่คือ สุดยอด กลุ่ม5555



เริ่มเลยยยยยย










การนำความรู้ไปประยุคต์ใช้
นำความรู้ที่ได้จากการจักกิจกรรมการเคลื่อนำหวและจังหวะไปปรับใช้ในอนาคตได้ และ ได้รู้ถึง ทฤษฏีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
การประเมินผล
ประเมินตนเอง
เข้าใจเนื้อหาที่ครูสอน ตั้งใจฟัง และทำกิจกรรมต่างๆอยู่ตลอดและเต็มที่กับมัน
ประเมินเพื่อนๆ
เพื่อนๆตั้งใจฟังและทำกิจกรรมอย่างมาก โดยมีท่าที่แปลกใหม่และหลากหลายมาให้ดูเสมอ
ประเมินอาจารย์
ครูน่ารักมากๆสอนได้เข้าใจ และสนุก มีวิธีการสอน และเทคนิคการสอนที่หลายหลายที่นำมาสอนนักศึกษาอยู่เสมอและสนุกทุกครั้งที่ได้เรียน


 

ทฤษฎีอัลเบิร์ต แบนดูรา
 ษฎีอัลเบิร์ต แบนดูราทฤษฎีอัลเบิร์ต แบนดูรา 




วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึก ครั้งที่ 3
วันที่   25 มกราคม 2559



บรรยากาศการเรียนการสอน

อาจาย์มีการพูดคุยเล็กๆน้อยแล้วมีการทบทวนบทเรียนครั้งที่แล้วแล้วก็สอนเนื้อหาต่อ
การเคลื่อนไหว
1. มีการเคลื่อนไหวกับร่างกาย เช่น การวิ่งการกระโดด
2.การเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ เช่น - การทำให้วัตถุอยู่นิ่งเคลื่อนที่ เช่น การขว้าง การตี
                                                          - การหยุดวัตถุที่เคลื่อนที่ เช่น การรับ การหยุด







การเคลื่อนไหวเบื้องต้น
-เมื่อได้ยินจังหวะดัง เน้นหนัก เด็กอาจนึกถึงการเดินแบบทหาร หรือ การกระโดดของการควบม้า
-เมื่อได้ยินจังหวะที่เบาๆ และ ช้าๆ เด็กอาจจะนึกถึงการเคลื่อนไหวของใบไม้ที่ต้องลม นกกำลังบิน

การเคลื่อนไหวประกอบเพลง
-การเล่นเกมประกอบเพลง
-การเล่นเกมต่างๆ
-การเคลื่อนไหวประกอบเพลง
-การเต้นรำพื้นบ้าน

การเคลื่อนไหว มี 3 ระดับ
- สูง เช่น  เขย่ว
-กลาง เช่น ระดับปกติของเรา
ต่ำ เช่น ก้ม

การเตรียมร่างกาย
-ให้รู้จักส่วนต่างๆของร่างกาย ว่าคืออะไร อยู่ตรงไหน และมีส่วนใดบ้างที่เคลื่อนไหวได้
-ฝึกให้็กรู้ว่าร่างกายหรืออวัยวะส่วนใดกำลังเคลื่อนไหว ทำอะไรอยู่











                      พัฒนาการ 4 ด้าน>>>>>.>>>>>
























   <<< <<<สมองซีก ซ้าย และ สมองซีก ขวา 













การทำงานของสมอง




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเบื้องต้นและการเคลื่อนไหวประกอบเพลง และ การเตรียมร่างกาย
การประเมินผล
ประเมินตัวเอง
ตังใจฟังที่อาจารย์สอนบ้างมีคุยกับเพื่อนนิดหน่อยแต่ก็จดตามที่ครูสอนและให้ความรู้ตลอดเวลา
ประเมินเพื่อน 
เพื่อนบางกลุ่มตั้งใจฟังครูพูดมากๆ บางกลุ่มก็หลับ 55
ประเมินอาจารย์
ครูให้ความรู้ได้ละเอียดและเข้าใจมาก มีภาพประกอบสื่อการเรียนการอสนเพื่อนที่จะให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น





วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึก ครั้งที่ 2
วันที่ 18 มกราคม 2559


บรรยากาศการเรียนการสอน



 อาจารย์ได้อธิบายรายละเอียดของรายวิชา พออธิบายเสร็จก็ได้สอนเกี่ยวกับเนื้อหาของวิชา การจัดประสบการณ์การเคลื่อนไหวและจังหวะสำหรับเด็กปฐมวัย

สาระความรู้ที่ได้รับ





ความหมายและความสำคัญ
-กิจกรรมจัดขึ้นเพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายตามจังหวะอย่างอิสระโดยจังหวะและดนตรีที่ใช่ประกอบได้แก่ เสียง ทำนอง ปรบมือ เคาะไม้ เป็นต้น มาประกอบการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจิตนาการ ความคิดสร้างสรรคเรียนรู้จังหวะควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเอง
เด็กที่ขาดทักษะการเคลื่อนไหวและจังหวะควรได้รับการกะตุ้นด้วยปัญหาเพื่อให้เด็กได้ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง จุดแห่งความสนใจอยู่กิจกรรมมากกว่าผู้อื่น 
สัญญาณหรือสัญลักษณ์ใช้กำนดความช้าเร็วของการเคลื่อนไหว
-เสียงคน เช่น การนับ
-เสียงดนตรี เช่น การเคาะ การตี
-การปรบมือ หรือ ดีดนิ้ว
ความเป็นมาของการเคลื่อนไหวและจังหวะ
มนุษย์มีความเกี่ยวพันกับจังหวะอยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นจังหวะตามธรรมชาติ หรือการประกอบกิจวัตรประจำวันของมนุษย์เรามีปฎิกิริยาตอบสนอง
จังหวะธรรมชาติ  เช่น  กระแสนำ ลมพัด น้ำขึ้นน้ำลง
จังหวะกิจวัตรประจำวัน  เช่น  การเดิว วิ่ง กระโดด นอกจากนี้ การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร
ความสำคัญการเคลื่อนไหวและจังหวะ
มีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อมนุษย์อย่างยิ่งโดยเฉพาะปัจจุบันเต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนควบคู่กับความเจริญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่การเคลื่อนไหวและจังหวะจะเพราะช่วยให้บุคคลได้ระบายออกทางความรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดทาง กาย ใจ สามารถปรับตัวทางสังคมได้ดีขึ้น  ผู้ใหญ่ควรคำนึงเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของเด็กๆ



ลักษณะของการเคลื่อนไหว แบบอยู่กับที่


องค์ประกอบการเคลื่อไหวและจังหวะ
1. การรู้จักส่วนต่างๆของร่างกาย
2.บริเวณ และ เนื้อที่
3.ระดับการเคลื่อนไหว
4.ทิศทางของการเคลื่อนไหว
5.การฟังจังหวะ
ทิศที่เด็กควรรู้ไม่ต้องเยอะ แค่ หน้า หลัง บน ล่าง แค่นั้น
ระดับร่างกาย มี 3 ระดับ สูง กลาง ต่ำ


วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม   พ.ศ 2559


บรรยากาศการเรียน

วันนี้เป็นวันที่ต้องออกมาเต้นประกอบเพลงที่ตนเองชอบ ตอนแรกครูให้เพื่อนๆอกมาลิงค์ชื่อบล้อกของตนเองเพื่อรอเพื่นๆมาให้ครบก่อน




พอเพื่อนๆมากันครบก็ทำการเต้นได้ โดยเริ่มจาก ฝั่งซ้ายมือก่อน..............



พอถึงตาฉัน ฉันเอาเพลง เด็กดอยใจดี ><





มีคลิปด้วยน้าา โดน ทั้งเพลงจ้า 555


พอเต้นครบทุกคนแล้ว ครูก็สอนและทำกิจกรรม เคลื่อนไหวอยู่กับที่ กับ เคลื่อนไหวเคลื่อนที่


ท่านี้เป็นท่าที่สอนให้เด็กรู้จักพื้นที่ของตัวเอง ให้กางแขนและหมุนๆ เพื่อที่จะได้ไม่ให้ชนกับเพื่อนและทำกิจกรรมได้

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
ได้รู้เกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ ที่มาต่างๆของ กิจกรรมเคลื่อนไหว และ จังหวะ แล้วนำไปไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง การเคลื่อนไหวและจังหวะจะเพราะช่วยให้ได้ระบายออกทางความรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดทาง กาย ใจ สามารถปรับตัวทางสังคมได้ดีขึ้น  ผู้ใหญ่ควรคำนึงเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของเด็กๆ

การประเมินผล
ประเมินตัวเอง สนุกและมีความสุขทุกครั้งที่ทำกิจกรรม และเรียนวิชาเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นวิชาที่ไม่เครียด เป็นวิชาที่ผ่อนคลาย สนุกมากๆ
ประเมินเพื่อนๆ
เพื่อนๆสนุกไปกับกิจกรรมมาก ตั้งใจฟังครูและ มีส่วนร่วมกับการทำกอจกรรมอย่างเต็มที่สุดๆ
ประเมินอาจารย์ 
คุณครูก็น่ารักเหมือนที่แล้วๆมา ครูเข้าสอนตรงเวลา สอนสนุก และได้ความรู้มากมากกับการทำกิจกรรม เช่นก่อนให้เด็กๆทำกิจกรรมต้องให้เด็กรู้จักพื้นที่ตัวเองแล้วกางแขนออกเพื่อนให้ไม่ชนกับเพื่อนในการทำกิจกรรม